
ชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ -ปรึกษากฎหมาย ทนายความ (นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ) โทร.085-9604258 -ติดต่อทางอีเมล : leenont0859604258@yahoo.co.th -ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์ (5) ID line : (1) @leenont หรือ (2) @leenont1 หรือ (3) @peesirilaw หรือ (4) peesirilaw (5) leenont ชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ผู้ประกันตัวจำเลยฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับคดีเกิน 10 ปีแล้ว สิทธิในการบังคับคดีตามสัญญาประกันจึงเป็นอันระงับสิ้นไป ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ประกันชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518/2562 ฎีกาของผู้ประกันเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาชำระตามสัญญาประกันในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ทั้งที่ผู้ประกันอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ว่า ศาลชั้นต้นสิ้นสิทธิในการบังคับคดีเพราะไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกันชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว ย่อมเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โดยศาลชั้นต้นตีราคาประกันจำเลย 800,000 บาท ผู้ประกันทำสัญญาประกันในวงเงิน 500,000 บาท และบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ทำสัญญาประกันในวงเงิน 300,000 บาท จำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดมีพฤติการณ์หลบหนีและถือว่าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยและปรับผู้ประกันตามสัญญา ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่เจ้าพนักงานศาลยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2561 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี สิทธิในการบังคับคดีจึงเป็นอันระงับสิ้นไป ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องคดียังไม่ขาดอายุความ ให้ยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ผู้ประกันฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับคดีเกิน 10 ปีแล้ว สิทธิในการบังคับคดีตามสัญญาประกันจึงเป็นอันระงับสิ้นไป และการที่ผู้ประกันนำเงินตามสัญญาประกันมาวางต่อศาล มิได้กระทำไปตามอำเภอใจ คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันนั้น เห็นว่า ฎีกาของผู้ประกันเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันนำเงิน 500,000 บาท มาชำระตามสัญญาประกันในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ทั้งที่ผู้ประกันอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ว่า ศาลชั้นต้นสิ้นสิทธิในการบังคับคดีเพราะไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกันชำระหนี้โดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของผู้ประกัน ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา ป.พ.พ. ม. 407 ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ฟ้องหย่าเรียกสินสอดของหมั้นคืน โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดให้จำเลยใช้เงินค่าสินสอดทองหมั้นและเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณี จำเลยผิดสัญญาหมั้น |
![]() ![]() ![]() ![]() |