ReadyPlanet.com
dot
รวมกฎหมายและฎีกา
dot
bulletกฎหมายทั่วไป
bulletคดีครอบครัว
bulletคำพิพากษาคดีอาญา
bulletที่ตั้งสำนักงาน
bulletซื้อขายเช่าซื้อขายฝาก
bulletครอบครองปรปรปักษ์
bulletผู้จัดการมรดก
bulletกฎหมายแรงงาน
bulletทรัพย์สินกรรมนสิทธิ์
bulletหลักฐานการกู้ยืมเงิน
bulletสัญญาตัวแทน
bulletซื้อขายที่ดิน
bulletสัญญาเช่า
bulletลาภมิควรได้
bulletผู้คำประกัน
bulletคดีล้มละลาย
bulletพ.ร.บ. ทนายความ




ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ

ทนายความบริษัทสำนักงานพีศิริ ทนายความ จำกัด  

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายโทร.  085-9604258 (ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ)

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางemail:  leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (5) ID line  :

         (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw   (5)   @leenont1

ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ

ห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี คดีนี้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง จึงต้องนำอายุความ 1 ปี มาใช้บังคับแก่คดี เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทายาทโดยธรรม เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2474/2552
 
          ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสามอยู่ใต้บังคับมาตรา 193/27 เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคืนต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี
          โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26
          ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ
 
           โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 และนายบุญมีได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว แต่ชำระหนี้คืนแก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เป็นเงิน 3,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระเงินต้น 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนองเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,111.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
          จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินไว้แทนบริษัทสยามนิสสันอุบลราชธานี จำกัด ซึ่งให้นายบุญมีเช่าซื้อรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน นายบุญมี และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินสดชำระเงินดาวน์ จึงได้จำนองที่ดิน สัญญาจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2  ถึงที่ 4 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมี แต่ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความอีกทั้งดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำนองที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องก็ขาดอายุความแล้ว เพราะมิใช่ดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายบุญมี ผู้ตาย ที่ตกทอดได้แก่จำเลยแต่ละคน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
          จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 และนายบุญมีชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 และยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม

          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แม้บทกฎหมายนี้จะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพย์สิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นการฟ้องบังคับจำนองเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมีชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคือต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองแต่อย่างใด สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมีมาตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายบุญมี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความแล้ว ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องตามสภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความเป็นประเด็นไว้แล้ว จึงย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ หาใช่เป็นการยกข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงขึ้นใหม่อันจะเป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ดังที่โจทก์โต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

          สำหรับปัญหาในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งอุทธรณ์ว่า ดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาตามฟ้องขาดอายุความนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสี่ยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 บาท นั้น ยังไม่อาจแปลความหมายได้ว่าเป็นคำฟ้องที่เรียกดอกเบี้ยในช่วงเวลา 5 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญาจำนอง เพราะเห็นได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบบันทึกรายละเอียดหนี้เอกสารหมาย จ.8 ว่า ในวันที่ 13 มีนาคม 2540 ซึ่งมีการชำระเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายนั้น เมื่อหักชำระแล้วคงมีหนี้ค้างชำระต้นเงินซึ่งยังเหลืออยู่จำนวน 91,111.03 บาท ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันดังกล่าวไม่มีค้างชำระ แต่โจทก์คำนวณดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 5 ปี ได้จำนวน 68,333.25 บาท ตามคำฟ้อง แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 5 ปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 มิใช่นับแต่วันทำสัญญาจำนอง 5 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ ดังนั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2545 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2546 จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ถึง 25 มกราคม 2545 ขาดอายุความแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับดอกเบี้ยก่อนฟ้องที่โจทก์ขอมาเป็นจำนวน 14,153.40 บาท

          อนึ่ง ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนับถัดจากวันฟ้องเป็นดอกผลนิตินัยซึ่งโจทก์ชอบที่จะได้รับตามสัญญา มิใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากเห็นว่าสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และกรณีมิใช่เป็นการผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้”
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,265.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
 
 
( ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - วิรัช ชินวินิจกุล )
 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้าชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตาม มาตรา 193/34 (6)
(4) เงินค้างจ่ายคือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา
(5) สิทธิเรียกร้องตาม มาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ ในบังคับอายุความสองปี

มาตรา 193/26 เมื่อสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานขาด อายุความให้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นขาดอายุความด้วย แม้ว่าอายุความของสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นจะยังไม่ครบ กำหนดก็ตาม

มาตรา 193/27 ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือ ผู้ทรงบุริมะสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ อันตนได้ยึดถือไว้ยังคงมี สิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไป ไม่ได้

มาตรา 1754 ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
คดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรม มิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม
ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียก ร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้ นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้อง ร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย

 

 

 

ครอบครองที่ดินแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

สิทธิเรียกร้องมรดกของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่? ที่จำเลยได้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นมรดกก็เนื่องจากทายาททุกคนตกลงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้นำไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งแก่ทายาท จำเลยจึงครอบครองที่ดินแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน แม้จำเลยขายที่ดินมรดกนี้ไปก็ถือว่า จำเลยยังครอบครองเงินที่ขายแทนทายาททุกคนเพื่อการแบ่งปันกัน อายุความตัดสิทธิในระหว่างทายาทด้วยกันยังไม่เริ่มนับ เพราะการแบ่งปันทรัพย์มรดกนี้

ทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 1 ปีจากทายาทผู้ครอบครอง

ปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่?? โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย
 

 




ฟ้องคดีเรื่องมรดกและผู้จัดการมรดก

ทรัพย์มรดกของพระภิกษุผู้มรณภาพตกเป็นมรดกแก่วัด
เงื่อนไขของพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง
การโอนอันมีค่าตอบแทนและรับโอนโดยสุจริต
ไม่ถอนคนเดิมแต่ให้ตั้งคนใหม่เป็นผู้จัดการมรดกร่วม
ไม่ได้ระบุทายาทในบัญชีเครือยาทถือว่าปดปิดหรือไม่
ผู้มีส่วนได้เสียถอนผู้จัดการมรดก
บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้
มรดกที่ผู้เป็นเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง
ผู้ค้ำประกันหนี้ค่าภาษีอากร-อายุความ
คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่
อายุความตัดสิทธิในระหว่างทายาทด้วยกัน
พินัยกรรมยกสิทธิอาศัยและสิทธิเก็บกิน
ทายาทรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของทารกในครรภ์มารดา
ผู้แทนโดยชอบธรรมขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วม
ผู้จัดการมรดก | สามีไม่ได้จดทะเบียน | ผู้มีส่วนได้เสีย
อำนาจร้องขอถอนผู้จัดการมรดก | พินัยกรรมเป็นโมฆะ
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ