ReadyPlanet.com
dot
รวมกฎหมายและฎีกา
dot
bulletกฎหมายทั่วไป
bulletคดีครอบครัว
bulletคำพิพากษาคดีอาญา
bulletที่ตั้งสำนักงาน
bulletซื้อขายเช่าซื้อขายฝาก
bulletครอบครองปรปรปักษ์
bulletผู้จัดการมรดก
bulletกฎหมายแรงงาน
bulletทรัพย์สินกรรมนสิทธิ์
bulletหลักฐานการกู้ยืมเงิน
bulletสัญญาตัวแทน
bulletซื้อขายที่ดิน
bulletสัญญาเช่า
bulletลาภมิควรได้
bulletผู้คำประกัน
bulletคดีล้มละลาย
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletพ.ร.บ. ทนายความ




เพิกถอนนิติกรรมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

ทนายความบริษัทสำนักงานพีศิริ ทนายความ จำกัด  

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายโทร.  085-9604258 (ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ)

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางemail:  leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (5) ID line  :

         (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw   (5)   @leenont1                   

ปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา อาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพื่อการใช้ สิทธิติดตามเอาคืน โดยการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของรวม ตามบันทึกมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายพิเชฐ(ทนายความ)เป็นผู้ฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนของจำเลยที่ 2 จะยกให้แก่บุตรเองก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ผู้ทำเอกสารแสดงเจตนาของตนต่อนายพิเชฐในขณะนั้น แม้โจทก์อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมหรือเข้าร่วมผูกพันตามข้อความในเอกสาร นั้นแต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีผลลบล้างสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่... เมื่อฟังได้ว่าที่ดินทั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์  โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่าง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ ศาลอุทธรณ์หาได้พิพากษาเพิกถอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลย ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่   

            มาตรา 5 ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี  ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต

            มาตรา 237    เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆอันลูกหนี้ได้ กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่ความข้อนี้ท่านมิ ให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิ ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียว เท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
             (วรรค 2)บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมีให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

             มาตรา 1361 เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือ จำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพันก็ได้
             (วรรค 2)แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพันได้ ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน
             (วรรค 3)ถ้าเจ้าของรวมคนใดจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภารติดพัน ทรัพย์สินโดยมิได้รับความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน แต่ภายหลังเจ้าของ รวมคนนั้นได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ผู้เดียวไซร้ ท่านว่านิติกรรมนั้นเป็นอัน สมบูรณ์

                       คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5658/2552

          แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ขึ้น อ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

          ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของ โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้

ที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงตามหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ล. มาท้ายฎีกานั้น จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้
 

            โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งปลอดภาระติดพันให้โจทก์โดยจำเลยทั้ง สองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินโดยปลอดภาระติดพันให้โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 73,537,500 บาท แก่โจทก์
          จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

          ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาวสุมาลี บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากโจทก์ และนางดวงจิต บุตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งเกิดจากจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นางดวงจิต เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6691 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4791, 26946 และ 26947 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนที่เป็นของโจทก์หนึ่งในสามส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวให้โจทก์ หนึ่งในสามส่วนโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ทั้งสอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 49,025,000 บาท ทั้งนี้ นางดวงจิตไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าว หนึ่งในสองส่วน ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หนึ่งในสอง ส่วนโดยปลอดภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายในการโอน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ราคาที่ดินเป็นเงิน 65,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 160,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นอ้างมาในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นบันทึกการแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่ตามเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยนายพิเชฐ ทนายความ พิมพ์ข้อความให้ และขณะที่ทำเอกสารก็มีตัวโจทก์และบุตรของโจทก์อยู่ด้วย ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความเพียงว่า หากได้มาจะยกให้บุตร ที่เกิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่กำหนดยกให้แก่โจทก์เลย แสดงว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารนั้น โจทก์ได้ยอมรับสภาพว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นของโจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและนำเอกสารดังกล่าวมาประกอบเป็นเอกสารท้ายฟ้อง โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ทำบันทึกยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่งทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ดังนั้นคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอที่อาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพื่อการใช้สิทธิติดตามเอาคืน โดยการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมซึ่งได้กระทำไปโดยไม่มีสิทธิหรืออำนาจตาม กฎหมาย โจทก์หาได้อ้างสิทธิหรือบังคับตามข้อความใด ๆ ในเอกสารดังกล่าวมาฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายพิเชฐเป็นผู้ฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนของจำเลยที่ 2 จะยกให้แก่บุตรเองก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ผู้ทำเอกสารแสดงเจตนาของตนต่อนายพิเชฐในขณะนั้น แม้โจทก์อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 2 ทำเอกสารดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมหรือเข้าร่วมผูกพันตามข้อความในเอกสาร นั้นแต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีผลลบล้างสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ มีอยู่ตามกฎหมาย กรณีจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่...

          จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินพิพาท แล้วแบ่งที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์อีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ย่อมไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงระหว่าง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้พิพากษาเพิกถอนที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการก่อตั้งบริษัท ล. ได้นำเงินทุนและทรัพย์สินทั้งหมดมาจากการแปรสภาพกิจการทางการค้ายี่ห้อจิ้น เส็งและยี่ห้อล่อจิ้นเส็ง ซึ่งกิจการทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวเป็นกิจการของจำเลยทั้งสองก่อนที่โจทก์จะ อยู่กินกับจำเลยที่ 2 โดยอ้างหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ล. มาท้ายฎีกานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้ออื่น ๆ ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงในข้อที่ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะมีผลทำให้การวินิจฉัย คดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการ วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

( มนตรี ยอดปัญญา - ดิเรก อิงคนินันท์ - วีระพล ตั้งสุวรรณ )
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายอานัด อุเบกขานุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปรีดา พูนคำ

 

 




ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์

เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกลุกล้ำ, อำเนาจฟ้องเพิกถอน
วิธีการแบ่งทรัพย์สินที่มีเจ้าของหลายคนร่วมกัน
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน
คำว่า "สุจริต"คือเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง
ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต
ใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่-หลักฐานผู้ครอบครองที่ดิน
ความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย
ความเสียหายเดือดร้อนเกินควร
ความเสียหายเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมาย
เพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไป
เจ้าของรวมจำหน่ายส่วนของตน | ความยินยอมจากภริยา
ความเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคาดหมาย | เหตุอันควร
ใบจอง (น.ส. 2) แย่งการครอบครองได้หรือไม่?