ReadyPlanet.com
dot
รวมกฎหมายและฎีกา
dot
bulletกฎหมายทั่วไป
bulletคดีครอบครัว
bulletคำพิพากษาคดีอาญา
bulletที่ตั้งสำนักงาน
bulletซื้อขายเช่าซื้อขายฝาก
bulletครอบครองปรปรปักษ์
bulletผู้จัดการมรดก
bulletกฎหมายแรงงาน
bulletทรัพย์สินกรรมนสิทธิ์
bulletหลักฐานการกู้ยืมเงิน
bulletสัญญาตัวแทน
bulletซื้อขายที่ดิน
bulletสัญญาเช่า
bulletลาภมิควรได้
bulletผู้คำประกัน
bulletคดีล้มละลาย
bulletพ.ร.บ. ทนายความ




เดินทางมาด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความผิดร่วมกันเสมอไป

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความ (นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ) โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (5) ID line  :

 

         (1) @leenont หรือ (2) @leenont1 หรือ (3)  @peesirilaw  หรือ (4) peesirilaw   (5)   leenont

 เดินทางมาด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความผิดร่วมกันเสมอไป

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตร (ดอลลาร์) และมีไว้เพื่อนำออกใช้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเดินทางมาที่ห้างสรรพด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความผิดร่วมกันเสมอไปจึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 และที่ 3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2562

จำเลยทั้งสามเดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้า ซ. สาขาพระราม 9 ด้วยกัน แล้วจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมก่อนพร้อมธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมที่เก็บไว้ในซองสีน้ำตาลซ่อนอยู่กับตัวของจำเลยที่ 1 ต่อมาจึงจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คนละแห่งกันกับที่จับกุมจำเลยที่ 1 แม้อยู่ในห้างสรรพสินค้าเดียวกัน แต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะครอบครองธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมร่วมกัน โจทก์คงอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเท่านั้นที่เป็นหลักในการดำเนินคดี แต่บุคคลที่เดินทางมาด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความผิดร่วมกันเสมอไป โจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดที่ทราบถึงรายละเอียดของการซื้อและส่งมอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอม พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการกระทำร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่มีธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมไว้เพื่อนำออกใช้ และรู้ถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่แรกด้วยหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 247 และ 83 ริบธนบัตรของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 (เดิม), 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 244 (เดิม) ประกอบมาตรา 247 (เดิม), 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันที่ 29 กันยายน 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการล่อซื้อธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมจากจำเลยที่ 1 โดยนัดหมายส่งของกันที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาพระราม 9 จึงได้นำกำลังไปกระจายกันอยู่ในห้างสรรพสินค้าดังกล่าว และสามารถจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่ทางเชื่อมระหว่างลานจอดรถและทางเข้าห้างสรรพสินค้าชั้น 4 พร้อมของกลางเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์ 294 ฉบับ ซึ่งบรรจุในถุงกระดาษทึบสีน้ำตาล เหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังของจำเลยที่ 1 มีเสื้อปิดไว้ ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ที่ลานจอดรถชั้น 4 และจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ที่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้น 4 เอ ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม พนักงานสอบสวนส่งธนบัตรของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเพื่อนของสายลับเป็นผู้ติดต่อซื้อธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอม และนัดหมายส่งมอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอม จึงไม่มีพยานโจทก์คนใดที่ทราบถึงรายละเอียดของการซื้อธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอม และการส่งมอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมว่าเพื่อนของสายลับจะมีการติดต่อนัดหมายกันกับจำเลยคนใดบ้าง สายลับแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกนภสิทธิ์เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปรับธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมจากบ้านที่ย่านบางบัวทอง โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย สายลับคงยืนยันข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ไม่อาจยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ทั้งสายลับเองมิได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงใด ๆ ต่อศาล ร้อยตำรวจเอกนภสิทธิ์ และเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมคนอื่น ๆ ซึ่งรับทราบข้อมูลมาจากสายลับอีกต่อหนึ่ง จึงยิ่งไม่อาจยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อย่างแน่ชัด และโจทก์นำสืบถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสามโดยมีร้อยตำรวจโทภุชงค์ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 2 ปี แล้ว พักอาศัยอยู่ด้วยกัน และจำเลยที่ 1 รับว่ามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 มา 2 ปี แล้ว และจำเลยที่ 3 ให้การว่ารู้จักกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มา 2 ปี เช่นกัน แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิด โดยบอกว่าเป็นเพียงคนขับรถให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวคงได้ความเพียงว่าจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องเป็นเพื่อนกันเท่านั้น แต่มิได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสามในขณะที่มีการกระทำความผิดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรู้เห็นตกลงใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยกันมาตั้งแต่แรกหรือไม่ อย่างไร และจำเลยที่ 1 เองก็มิได้ให้การซัดทอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้และไม่ทราบเกี่ยวกับการกระทำความผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อและรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดเพียงคนเดียว ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์คงได้ความเพียงว่า จำเลยทั้งสามเดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาพระราม 9 ด้วยกัน แล้วจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมก่อนพร้อมธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมที่เก็บไว้ในซองสีน้ำตาลซ่อนอยู่กับตัวของจำเลยที่ 1 ต่อมาจึงจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คนละแห่งกันกับที่จับกุมจำเลยที่ 1 แต่ก็อยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้าเดียวกัน ดังนี้ ขณะจับกุมจำเลยทั้งสามอยู่คนละแห่ง แม้อยู่ในห้างสรรพสินค้าเดียวกัน แต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะครอบครองธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมร่วมกัน โจทก์คงอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเท่านั้นที่เป็นหลักในการดำเนินคดี แต่บุคคลที่เดินทางมาด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความผิดร่วมกันเสมอไป ทั้งตามภาพถ่าย ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมที่พบซ่อนอยู่ในซองกระดาษทึบสีน้ำตาลเก็บไว้อยู่กับตัวของจำเลยที่ 1 โดยเหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังมีเสื้อปิดอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องการเก็บธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมไว้กับตัวเอง เป็นลักษณะซุกซ่อนไว้ไม่ต้องการเปิดเผยให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดพบเห็น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงอาจไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมติดตัวมาด้วย โจทก์ยังคงต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบเพิ่มเติมอีก แต่โจทก์มิได้นำเพื่อนของสายลับซึ่งเป็นผู้ซื้อธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมมาเบิกความเป็นพยานว่าติดต่อซื้อกับจำเลยคนใดบ้าง และไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของจำเลยทั้งสามในการกระทำความผิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนร่วมกัน หรือการตกลงจัดแบ่งหน้าที่กันในการกระทำความผิด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่ได้ความแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการกระทำร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่มีธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมไว้เพื่อนำออกใช้ในลักษณะอย่างไร และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มีเจตนาตกลงใจร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดนั้นมาตั้งแต่แรกด้วยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนถึงเหตุผลที่ชวนจำเลยที่ 2 ซึ่งพักอยู่ด้วยกันให้ไปด้วย แล้วชวนจำเลยที่ 3 ซึ่งมีรถยนต์และสามารถขับรถได้ให้ช่วยขับรถจากย่านลาดพร้าวไปรับซองเอกสารซึ่งใส่ธนบัตรปลอมจากบางบัวทอง และจะนำไปส่งโดยมีคนมารับที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาพระราม 9 ทั้งชวนรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้านั้น ไม่สมเหตุสมผลที่ต้องเดินทางย้อนไปย้อนมา นอกจากจำเลยทั้งสามได้วางแผนไว้ล่วงหน้านั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นเพื่อนกัน การที่จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินทางไปด้วยกัน แม้จะเดินทางย้อนไปย้อนมาบ้าง ก็ไม่ถึงขนาดจะเป็นพิรุธ และไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่ารู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนฎีกาอื่นของโจทก์เป็นข้อปลีกย่อยที่มิได้ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมา ยังคงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา

 ป.อ. ม. 83, ม. 244, ม. 247

 ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง

แหล่งที่มา

 กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา




คำพิพากษาคดีอาญา

ค่าตอบแทนการวิ่งเต้นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับ-ตำรวจ
ความผิดฐานเป็น"ตัวการ" ร่วมกันกระทำความผิด-ผู้สนับสนุน
ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้อาวุธ
ครูอัตราจ้างพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจำคุก 32 ปี
ผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังแต่ไม่ผิดฐานค้ามนุษย์
นำหนังสือมอบอำนาจเปล่าเซ็นชื่อไปกรอกข้อความโอนขายที่ดิน
โกรธไม่ยอมคืนดีด้วยใส่ยาเบื่อหนูในโอ่งน้ำไม่ตายเป็นพยายามฆ่า
สำนักงานปฏิรูปฯเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01
การสมรสตามหลักกฎหมายอิสลาม
นำอาวุธติดตัว, ระหว่างเดินทางย่อมคิดทบทวน
เช็คประกันหนี้ผู้ออกเช็คไม่ติดคุก
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว
อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กหญิงไปเสียจากผู้ดูแลเพื่ออนาจาร
คดีรอการกำหนดโทษจำเลยมิใช่ผู้ต้องโทษตาม-พรบ.ล้างมลทิน
ให้การรับสารภาพรอการลงโทษจำคุก
ลักทรัพย์ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรมโทษหนักขึ้น
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
ความผิดนอกราชอาณาจักร
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
เบิกความอันเป็นเท็จ
ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยเพิ่มเติมได้
ลักบัตรเครดิตและใช้เอกสารปลอม
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
เป็นการใช้อำนาจของครูต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์