ReadyPlanet.com
dot
รวมกฎหมายและฎีกา
dot
bulletกฎหมายทั่วไป
bulletคดีครอบครัว
bulletคำพิพากษาคดีอาญา
bulletที่ตั้งสำนักงาน
bulletซื้อขายเช่าซื้อขายฝาก
bulletครอบครองปรปรปักษ์
bulletผู้จัดการมรดก
bulletกฎหมายแรงงาน
bulletทรัพย์สินกรรมนสิทธิ์
bulletหลักฐานการกู้ยืมเงิน
bulletสัญญาตัวแทน
bulletซื้อขายที่ดิน
bulletสัญญาเช่า
bulletลาภมิควรได้
bulletผู้คำประกัน
bulletคดีล้มละลาย
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletพ.ร.บ. ทนายความ




เงินเดือนเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรส

ปรึกษากฎหมาย โทร 0859604258

เงินเดือนเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรส

ภริยาซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่ภริยากู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อรถยนต์เป็นเงินที่ภริยากู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งภริยาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของภริยาทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของภริยาดังกล่าวก็เป็นเงินที่ภริยาได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9570/2551

  จำเลยซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงิน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส จำเลยจะต้องพิสูจน์หักล้าง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องถือว่าเป็นสินสมรส

มาตรา 1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
 
          โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันระหว่างสมรสมีทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน คือ ที่ดินและรถยนต์ ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ต่อศาลชั้นต้นโดยไม่ได้กล่าวถึงสินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โดยให้มีเนื้อที่คนละครึ่งเท่ากัน ให้จำเลยไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง โดยให้ที่ดินแปลงทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทิศใต้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนด หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยชดใช้เงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 141,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้จำเลยใช้เงินหรือคืนเงินค่ารถยนต์แก่โจทก์ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือนำรถยนต์ออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง

          จำเลยให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าหากการแบ่งตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความ หรือมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 ระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 128/2 หมู่ที่ 8 ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 74743 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จากนางสาววรนุช โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ 197,000 บาท ชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จากนั้นจำเลยได้นำเงินเดือนของจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์จนครบถ้วน และไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กค 5461 พิษณุโลก จำเลยชำระราคารถยนต์คันดังกล่าวเป็นเงินสด โดยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด 400,000 บาท แล้วนำมาสมทบกับเงินส่วนอื่น จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ทุกเดือน ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยนำสำเนาคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2547 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินและรถยนต์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 และซื้อรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 อันเป็นระยะเวลาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แม้จำเลยจะนำสืบว่า เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากธนาคารอาคารสงเคราะห์และเงินที่จำเลยใช้ซื้อรถยนต์พิพาทเป็นเงินที่จำเลยกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จำกัด จำนวน 400,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง ส่วนเงินจำนวน 130,000 บาท ที่นำไปรวมกับเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินสินส่วนตัวเพราะได้มาจากการขายที่ดินมรดกของบิดาจำเลยซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น จำเลยไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงิน 130,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสได้ ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกันจำเลยจึงต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

  พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

การฟ้องเรียกค่าทดแทนคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าขอแบ่งสินสมรส
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
เรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น
ให้บุตรผู้เยาว์อยู่กับมารดาได้รับความอบอุ่นมากกว่า
การอ้างเหตุหย่าต้องมีเหตุตามที่กฎหมายรับรอง
ฟ้องหย่าอ้างภริยานำบุตรไปอยู่กับบิดามารดาเป็นการแสดงเจตนาแยกกันอยู่
เหตุที่สามีกับภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ก็เนื่องจากสามีทำร้ายร่างกาย
จดทะเบียนสมรสแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันการสมรสยังสมบูรณ์
ยกย่องหญิงฉันภริยาเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องไม่เริ่มนับอายุความ
สามีภริยาชอบด้วยกฎหมายไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับชายอื่นและหญิงอื่น
ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรศาลพิจารณาจากประเด็นใดบ้าง?
สิทธิฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรต้องฟ้องหย่าด้วยหรือไม่?
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดู
สมรสซ้อน-ผลกระทบต่อสิทธิของบุตร
ภริยาร้องเรียนผู้บังคับบัญชาสามีเรื่องชู้สาว
การหย่าโดยความยินยอม
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด เขตอำนาจศาล
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส
ฟ้องหย่าเรียกค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน แบ่งสินสมรส
การจดทะเบียนหย่าด้วยการแสดงเจตนาลวง
การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่นไม่สมัครใจแยกกันอยู่
ฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี
สามีฟ้องหย่าภริยาอ้างเป็นโรคทางประสาทและจิตแต่ทำสัญญายอมความ
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ทำร้ายร่างกายถ้าเป็นการร้ายแรงฟ้องหย่าได้
การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
แยกกันอยู่โดยสมัครใจหรือจงใจละทิ้งร้าง?
สามีอยู่ในสภาพคนพิการ-ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลัง
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้